ความรู้เบื้องต้น และประวัติความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่น

748
ความรู้เบื้องต้น และประวัติความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่น

การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานปกครองที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง โดยปกติการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้นๆ เลือกตั้งผู้แทนของตนขึ้นมา เพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้นๆ หรือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเพื่อเลือกผู้บริหารท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอำนาจอิสระ (autonomy) ในการบริหารจากรัฐได้ในระดับหนึ่งตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเอาไว้

การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นในแต่ละที่สามารถเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตท้องถิ่นของตนได้โดยตรง ส่วนการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยอ้อม จะถูกสภาท้องถิ่นทำหน้าที่เลือกผู้บริหารท้องถิ่นแทนประชาชนในท้องถิ่น กล่าวคือ ประชาชนในท้องถิ่นจะทำหน้าที่เพียงแค่เลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น แล้วสมาชิกสภาท้องถิ่นจะทำหน้าที่ในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นอีกทีหนึง

ประวัติความเป็นมาของ การปกครองส่วนท้องถิ่น

ความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทยนั้น มีลำดับในการวิวัฒนาการที่สามารถแบ่งออกได้เป็น แต่ละช่วงสมัยการปกครอง 4 ช่วง ดังนี้

1.สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว

เริ่มต้นด้วยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เรียกได้ว่าเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศให้เข้าสู่ระบบที่มีความเจริญ เพื่อสอดคล้องกับการริเริ่ม ให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่าการที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา เป็นครั้งแรก นี่จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น

ในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทอง ก็จะขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น จะได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบต่างๆ เรียกว่ากรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลก็ได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่างๆ ต่อไปและในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันต้องถูกระงับ

2.สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ช่วงสมัยที่สองจะเป็นสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานีขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้นั้น เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามรูปแบบประชาธิปไตย ดังนั้น ในขั้นตอนแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต เพื่อจัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อีกด้วย โดยหนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์

พิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้วนั้น จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่างๆ ในรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ทำให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง ถือได้ว่าเป็นความริเริ่มเป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าไปได้ดี และทำท่าจะขยายไปยังเมืองต่างๆนั้น ก็ต้องถูกหยุดลงไป

3.สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมา ในช่วงสมัยที่สาม จะเป็นสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยจะประกอบด้วย

  • นายอาร์ ดี เครก : เป็นประธานกรรมการ
  • อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ : เป็นกรรมการ
  • พระยาจินดารักษ์ : เป็นกรรมการ
  • นายบุญเชย ปิตรชาติ : เป็นกรรมการ

โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นส่วนต่างๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น

ในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย แต่สุดท้ายก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นในปี พ.ศ. 2475 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถูกระงับไปเช่นกัน

4.การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475

มาถึงสมัยสุดท้าย โดยในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น จนมาถึงในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้น ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากนี้ปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น ก่อนที่ต่อมา ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาลขึ้นมาใหม่ โดยทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่างๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่างๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย จึงได้ให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นมา โดยรัฐบาลได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด และเราก็ได้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบลขึ้น ทำให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อช่วยให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ เกิดการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบไป

ในช่วงปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีกครั้ง เป็นผลทำให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจนมาถึงในปัจจุบัน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น

ความรู้เบื้องต้นต่างๆ ของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะสามารถแบ่งออกได้ 3 หัวข้อหลักๆดังต่อไปนี้

1.พัฒนาการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

พัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นของไทยนั้น เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ในสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวคือ ได้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดกิจการท้องถิ่นฉบับแรก และประวัติต่างๆก็เป็นไปตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ในหัวข้อประวัติความเป็นมาของ การปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านบน

โดยอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ได้มีการปรับปรุง พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดในปี พ.ศ.2540 โดยจะกำหนดให้มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบของ อบต. ไปด้วย และยังให้มีอำนาจมีหน้าที่ดำเนินการในกิจการ ที่ อบต. ดำเนินการไม่ได้ หรือต้องประสานงานร่วมกัน ระหว่าง อบต. หลายแห่ง เป็นต้น

2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไกการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน

2.1 แนวคิด ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กฎหมายการปกครองท้องถิ่น จะแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ประการ คือ ต้องการให้การจัดทำบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ จัดทำบริการสาธารณะให้ทั่วถึง และตรงกับความต้องการของราษฎรในท้องถิ่นนั้นๆตามความจำเป็นในแต่ละท้องถิ่นไป โดยจุดมุ่งหมายนี้จะสำเร็จลงได้ ก็ด้วยวิธีการให้ราษฎรในท้องถิ่นนั้นเองได้เข้าไปมีส่วนร่วม ในการจัดการต่างๆด้วยและยังต้องการให้การปกครองท้องถิ่น เป็นสถาบันสอนการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย โดยผู้ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นจะต้องมาจากการเลือกตั้งของราษฎรในท้องถิ่นนั่นเอง

ดังนั้น “แนวคิด” ของระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีดังนี้

  • เพื่อจัดทำการบริการสาธารณะ ได้อย่างทั่วถึง เหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น
  • เพื่อเป็นกระบวนการให้การเรียนรู้ในระบบประชาธิปไตย แก่ประชาชนในระดับท้องถิ่นนั้นๆ
  • ราชการส่วนกลางต้องไม่มีอำนาจเหนือคณะผู้บริหารส่วนท้องถิ่น แต่มีบทบาทในการกำกับดูแล และคอยให้ความช่วยเหลือ
  • ท้องถิ่นต้องมีอิสระในการตัดสินใจ กำหนดทิศทาง นโยบาย และบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้ตามกรอบของกฎหมาย
  • เป็นระบบของการกระจายอำนาจทางการปกครอง ไปสู่ท้องถิ่นตามพื้นที่ต่างๆ
  • ช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มีส่วนร่วม

2.2 องค์กรปกครองท้องถิ่น รากฐานระบบประชาธิปไตย

จากแนวคิดขององคงค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จะสังเกตได้ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นไทย หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง ก็คือ “ราชการส่วนท้องถิ่น” ถูกจัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของแนวความคิดในการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น จึงถือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ องค์กรปกครองท้องถิ่น จึงถือเป็นกลไกของการมีส่วนร่วมในเชิงปกครอง

2.3 โครงสร้างการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

พูดในเชิงโครงสร้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น ก็พบว่า ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 285 กำหนดให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องมีสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น โดยคณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจาการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น”

2.4 การมีส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประชาชนถือเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการดำเนินภารกิจการพัฒนาท้องถิ่น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น ต่อการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งประชาชนในท้องถิ่นนั้น จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดังนี้

  • การใช้สิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนของตนเอง
  • การเสนอความต้องการ และการแก้ปัญหาต่างๆในส่วนท้องถิ่น
  • การตรวจสอบ การทำงานของหน่วยงาน
  • การร้องเรียน หรือร้องทุกข์ในด้านต่างๆของชุมชน
  • การให้ความร่วมมือ กับภาครัฐในด้านต่างๆ

3.การพัฒนาการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม กับองค์กรปกครองท้องถิ่นไทย

3.1 การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม คืออะไร?

การสาธารณสุข (Public Health) เมื่อกล่าวโดยรวมอาจได้ความหมายว่า คือ การจัดการเพื่อให้เกิดความสุข แก่สาธารณชน” หรือ “การทำให้สาธารณชนมีสุขภาพดี” ซึ่งคำว่า สุขภาพ (Health) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายว่า “สภาวะอันสมบูรณ์ของมนุษย์ ทั้งทางร่างกาย (Physical) จิตใจ (Mental) และความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคม (Social well-being) ซึ่งมิเพียงพอแต่ทำให้มนุษย์ ปราศจากการเจ็บป่วย หรือความพิการเท่านั้น หากแต่หมายถึง การควบคุม หรือจัดการปัจจัยต่างๆ ในตัวมนุษย์ และที่อยู่แวดล้อมมนุษย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วย หรือความพิการต่อมนุษย์ด้วย”

จะสังเกตได้ว่าการส่งเสริมสุขภาพ การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการสาธารณสุข ที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิตในชุมชนอย่างมาก

3.2 องค์กรปกครองท้องถิ่น กับการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม

ในการให้บริการด้านการสาธารณสุขแก่ประชาชน โดยทั่วไปเป็นบทบาทภาระหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตามในบริบทของงานส่งเสริมสุขภาพ และงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม หรือการบริการสาธารณสุขขั้นพื้รฐานนั้น ปรากฎว่าหน่วยงานรัฐส่วนกลางได้กระจายอำนาจ การจัดการดังกล่าวไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นแล้ว นับแต่ได้มีการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นมา

โดยนับตั้งแต่พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 ในสมัยรัชการที่ 5 ได้กำหนดให้ สุขาภิบาลกรุงเทพฯมีหน้าที่ดำเนินการรักษาความสะอาด และป้องกันโรค ทำลายขยะมูลฝอย จัดสถานที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะสำหรับราษฎรทั่วไป ห้ามการปลูกสร้างหรือซ่อมแซมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค รวมทั้งการขนย้ายสิ่งโสโครกที่ทำความรำคาญให้กับราษฎรไปทิ้ง เป็นต้น

องค์ประกอบของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย ได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ได้เขียนถึงประวัติเอาไว้แล้วด้านบน โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440 จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) โดยหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังต่อไปนี้

  • มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
  • มีอิสระในการปกครองตนเอง
  • มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม
  • มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ
  • มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง
  • มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ
  • มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท
  • มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ
  • เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง

รูปแบบของการปกครองส่วนท้องถิ่น

รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยนั้น จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ดังนี้
    • เทศบาล
    • องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
    • องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
  2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในประเทศไทยจะมีอยู่ 2 แห่ง ดังนี้
    • กรุงเทพมหานคร
    • เมืองพัทยา

แนวคิดพื้นฐานว่าด้วยการกระจายอำนาจ

แนวคิดพื้นฐานที่เรียกได้ว่าเสมือนกับกรอบความคิดใหญ่ในการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นนั้น ก็คือ แนวคิดที่ว่าด้วย “การกระจายอำนาจ” (Decentralizaiton) การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จึงเป็นการจัดการความสัมพันธ์ทางอำนาจ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในสภาวะที่สังคมมีกลุ่มที่หลากหลาย รวมถึงความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ทั้งรัฐเองก็มีขีดความสามารถในการตรวจสอบ จัดการ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การจัดการปัญหาหรือการพัฒนาต่างๆในส่วนของชุมชนนั้นๆ อาจไม่ตรงจุด หรือไม่ตรงตามความต้องการของชุมชนในการตอบสนองปัญหา เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจสู้ท้องถิ่นจึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง